แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

1. แหล่งที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมของแหล่งอารยธรรมที่ศึกษา


1.1 ชื่อแหล่งอารยธรรม
แหล่งอารยธรรมดินแดนเมโสโปเตเมีย

1.2 สถานที่ตั้งในอดีต
เมโสโปเตเมีย เป็นอู่อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสมัยโบราณ โดยตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำไทกรีส (Tigris) และ แม่น้ำยูเฟรตีส (Euphrates)ซึ่งปัจจุบันนี้ อยู่ในเขตแดนของ ประเทศอิรัก ซึ่งมีกรุงแบกแดด เป็นเมืองหลวง แม่น้ำทั้ง 2 สายมีต้นน้ำอยู่ในอาร์มีเนีย และเอเซียไมเนอร์ไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย
บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ตอนล่างเรียกว่าบาบิโลเนีย (Babylonia) เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อเรียกในสมัยหนึ่งว่าชินาร์ (Shina) เกิดจากการทับถมของดินที่แม่น้ำพัดพามากล่าวคือในฤดูร้อนหิมะบนภูเขาในอาร์มีเนียละลายไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยังบริเวณปากน้ำทำให้พื้นดินตรงปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 1 ไมล์ครึ่ง ทุกๆ ศตวรรษ ( ประมาณปีละ 29 นิ้วครึ่ง) อาณาบริเวณที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย มีทิศเหนือจรดทะเลดำ และทะเลสาบแคสเบียน ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดง และมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดที่ราบซีเรีย และปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกจรดที่ราบสูงอิหร่าน
เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย มีความอุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย (Assyria) บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อชาติใดมีอำนาจก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใด จะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่ และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตก กับตะวันออกตลอดสมัยประวัติศาสตร์ ดังนั้น ประวัติเรื่องราวต่างๆ ของชนชาติเหล่านี้จึงค่อนข้างสับสน

1.3 สถานที่ตั้งในปัจจุบัน
สถานที่ตั้งใน ปัจจุบันคือประเทศอิรัก ดินแดนที่ว่านี้มีชาวสุเมเรียน (Sumerians) อยู่ทางใต้ และชาวอัคคาเดียน (Akkadians)อยู่ทางเหนือ ดินแดนแถบนี้มีอากาศร้อนและกันดาร น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำที่มาจากหิมะละลาย การเอ่อท่วมของแม่น้ำไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน บางครั้งจึงทำความเสียหายให้แก่บ้านเรือนไร่นา

1.4 ลักษณะภูมิประเทศของแหล่งอารยธรรม
เมโสโปเตเมียหมายถึง ดินแดนระหว่างลุ่มแม่น้ำเป็นอาณาบริเวณกว้างใหญ่แผ่ไพศาลไปตามน้ำระหว่างลุ่มแม่น้ำ ไทกริส ( ยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร ) และยูเฟรติส ( ยาวประมาณ 2,800 กิโลเมตร ) บางครั้งเรียกว่าดินแดนพระจันทรืเสี้ยว หรือดินแดนเอเชียตะวันตก
อาณาเขต
ทิศเหนือ จดทะเลดำและทะเลสาบแคสเบียน
ทิศตะวันตกเฉียงใต้จดคาบสมุทรอาระเบีย
ทิศตะวันตกจดที่ราบซีเรียและปาเลสไตน์
ทิศตะวันออกจดที่ราบสูงอิหร่าน

ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไม่มีภูเขาและทะเลทรายเป็นพรมแดนธรรมชาติ

2. ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของอารยธรรมที่ศึกษา


2.1อิทธิพลที่ส่งต่อมาสู่การก่อกำเนิดอารยธรรม
อิทธิพลต่างๆนั้นได้เริ่มโดยมีชาวสุเมเรียนได้มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมีย พวกนี้ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตบาบิโลเนีย เมื่อ4000 ปีก่อนคริสตกาล จึงส่งผลต่างๆทำให้เป็นบ่อเกิดอารยธรรม เช่นในเรื่องของศาสนา ชาวสุเมเรียนได้นับถือเทพเจ้าหลายองค์ ไม่มีความเชื่อในโลกหน้า และก้อมีในเรื่องของการเขียนหนังสือที่เอาต้นอ้อแห้งกดลงบนแผ่นดินเหนียว นำไปตากแงทำให้เกิดอักษรลิ่มขึ้น มีการสร้างปฏิทินขึ้นก็ทำให้เป็นอารยธรรมขึ้นมาและมีการนำไปใช้ในช่วงเวลานั้นๆ

2.2เผ่าพันธุ์ที่มีอำนาจเหนือดินแดน
หลังจากที่ชนเผ่าสุเมเรียนมีอำนาจแล้ว ก็มีผู้ที่เข้มแข็งกว่ามารุกรานคือเผ่าอัคเคเดียนมีผู้นำคือ ซาร์กอนได้ทำการขยายอำนาจไปทั่วบาบิโลเนีย อัคเคเดียนมีอำนาจอยู่ได้ 2ศตวรรษก็ถูกพวกอะมอไรต์เข้ามารุกราน เมื่อ 2 ปีก่อนคริสต์กาลต่อมาได้มีชนเผ่าที่ยิ่งใหญ่มากและมีอำนาจเหนือดินแดนคือเปอร์เซีย ยึดกรุงบาบิโลนได้ในปี 568 ก่อนคริสตกาลทางด้านตะวันออกขยายไปถึงอินเดีย และสามารถรวบรวมอียิปต์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ จะเห็นได้ว่าชนเผ่าใดที่มีอำนาจและมีพลังแข้มแข็งก็จะสามารถปราบและเข้ายึดครองอาณาเขตบริเวณนั้นๆได้ซึ่งบริเวณนี้ก็ได้มีการต่อสู้และยึดดินแดนกันมาหลายครั้ง

2.3 ลำดับเหตุการณืพัฒนาการของอารยธรรม
จากการที่ได้มีชนเผ่าสุเมเรียนมาอาศัยอยู่ทำให้ได้มีการพัฒนาการของอารยธรรมด้วย กล่าวคือได้มีการเขียนอักษรคือ เอาต้นอ้อแห้งกดลงบนแผ่นดินเหนียว มีการสร้างสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีรูปลักษณะคล้าย พีระมิด สร้างบนฐานที่ยกสูงระดับพื้นดิน ข้างบนทำเป็นวิหารของเทพเจ้า ต่อมาพวกอะมอไรต์เข้ามารุกรานก็ได้มีประมวลกฎหมายฮัมมูราบี

2.4 การแบ่งชนชั้นในสังคมและระบบการปกครอง
มีการแบ่งชนชั้นของคน เป็น 3 ชนชั้น
1.ชนชั้นสูง ได้แก่ พระและฆราวาสผู้มีสกุลสูงมั่งคั่ง
2.ชนชั้นสามัญ ได้แก่ พ่อค้าและชาวนา
3.ชนชั้นทาส ได้แก่ พวกเชลยศึกเป็นส่วนใหญ่
สิทธิและการลงโทษกำหนดเป็บแบบแผนตามฐานะชนชั้นบุคคล บุคคลจะได้รับความยุติธรรมและความเสมอภาคทางกฎหมายเฉพาะในกลุ่มชนชั้นเดียวกับตนเท่านั้นสตรีมีฐานะสูงตามกฎหมาย ทาสสามารถไถ่ถอนตัวเองได้ และกษัตริย์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่จารึกไว้

2.5แนวความคิดหรือความเชื่อของประชาชนในสังคม
มีความเชื่อทางศาสนาเป็นสำคัญ ความเชื่อทางศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ของสุเมเรียนได้แก่ความเชื่อที่ว่า นครรัฐเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเทพเจ้า ผู้ปกครองเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาที่เทพเจ้าเลือกให้มาเป็นผู้ปกครองเท่านั้น ความเชื่อนี้แตกต่างจากกรณีของอียิปต์อย่างสิ้นเชิง และกลายเป็นลักษณะเด่นทางการเมืองของดินแดนเมโสโปเตเมีย ชนชาติสุเมเรียนไม่มีความเชื่อในโลกหน้า จะไม่ค่อยรักษาร่างกายนัก เวลามีคนตาย พิธีศพก็จะจัดทำขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีการหรือการประดับตกแต่งหลุมศพ
ได้รับเอาความเชื่อเกี่ยวกับฐานะของกษัตริย์ที่ทรงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าจากชาวสุเมเรียนในอีกมิติหนึ่ง กระนั้นบาบิโลเนียก็สร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองขึ้นมาพร้อม ๆ กัน นั่นคือ การสร้างเทพเจ้า มาร์ดุค (มีลักษณะเป็นสิงห์โต มีเขา) ขึ้นเป็นเทพเจ้าประจำนครบาบิโลน เพื่อใช้เป็นตัวกลางในการสร้างความชอบธรรมและอำนาจในการปกครอง กล่าวคือ ในแต่ละปีจะมีพิธีการบูชาเทพเจ้ามาร์ดุค ผู้อยู่ภายใต้การปกครองทั้งหมดต้องมาเข้าร่วมในพิธีกรรมที่จัดขึ้น ซึ่งเป็นแสดงความจงรักภักดีและการยอมรับอำนาจต่อนครรัฐบาบิโลเนียนั่นเอง


2.6เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารยธรรม
การที่ถูกชนเผ่าเซมิติคเข้ามารุกรานเพื่อการตั้งถิ่นฐาน และได้มีการก่อตั้งนครรัฐกันขึ้นมา ได้กำหนดข้อบังคับเพิ่มขึ้นมา มีการใช้ดำเนินชีวิตที่แตกต่างออกไป จนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชนเผ่าเซมิติดก็ล่มสลายไป มีชนเผ่าเปอร์เซียซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ มีเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียน ได้ยึดกรุงบาบิโลนและรวมอาณาจักรอียิปต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิด้วย ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้เกิดระเบียบ โดยแบ่งออกเป็นมณฑล มีความเจริญทางด้านศิลปะและปัญญาสูง เรียกได้ว่าเป็นชาติที่มีอารยธรรมสูง ดังนั้นอารยธรรมเมโสโปเตเมียก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรุกรานของชนชาติอื่น

2.7เหตุที่ทำให้อาณาจักรล่มสลาย
กษัตริย์แห่งอัคคัตทรงพระนามว่า ซาร์กอน พระองค์ทรงได้เมโสโปเตเมียไว้ในครอบครองเมื่อประมาณปี 2370 ก่อนคริสตกาล ต่อมาอีกหลายชั่วคน (ประมาณ 2370-2230) กษัตริย์ซาร์กอนทรงได้รับการยกย่องในสมัยนั้น เพราะจักรวรรดิของพระองค์เป็นจักรวรรดิ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เคยรู้จักมา ที่สามารถรวบรวมอาณาจักรอัคคัตและซูเมอร์เข้าไว้เป็นหน่วยการปกครองเดียวกันและเรื่องเล่าในสมัยต่อมา ความเป็นจริงเล่ากันว่ากษัตริย์ซากอน ได้ทรงปกครองประชาชนของดินแดนทั้งหมด ชัยชนะของพระองค์มีผลในการเร่งให้วัฒนธรรมสุเมเรียนเผยแพร่ไปทั่วตะวันออกใกล้ได้เร็วขึ้นทายาทองค์หนึ่งของกษัตริย์ซาร์กอน ฝ่าฝืนขนบประเพณีของสุเมเรียน และตัดสินใจเสี่ยงด้วยการอ้างพระองค์เป็นเทพ ต่อมาราชวงศ์ซาร์กอน แห่งอัคคัตถูกอนารยชนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าทำลายล้าง ยังผลทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองอีกด้วย ครั้งเมื่อประมาณ 2,100 ก่อนคริสตกาล นครรัฐสุเมเรียนแห่งอูร์กลับได้อำนาจ และบรรดากษัตริย์แห่ง 14 นครนี้ก็อ้างตนเป็นเทพเช่นเดียวกัน แต่ในที่สุดจักรวรรดิอูร์ก็ถูกทำลายลงด้วยการเบียดเบียนของอนารยชน และความแตกแยกภายใน พร้อมกับความหายนะของจักรวรรดิอูร์ อำนาจทางการเมืองของสุเมเรียนก็สิ้นสุดลงตลอดไป อนาคตของเมโสโปเตเมียจึงอยู่ในมือของพวกเซไมท์


3. ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรม


อารยธรรม (Civilization) หมายถึง วัฒนธรรมที่มนุษย์ได้พัฒนาจนถึงขั้นสูงสุดจนเป็นที่ยอมรับในหมู่มนุษย์ด้วยกัน เราแบ่งอารยธรรมเป็นกลุ่มใหญ่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ 4 กลุ่ม คือ 1. อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ 2. อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส 3. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห) 4. อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ
อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส เกิดขึ้นบนบริเวณ “เมโสโปเตเมีย” ที่อุดมสมบูรณ์มีกลุ่มชนที่เข้าครอบครองบริเวณนี้ 3 กลุ่ม คือ
1. สุเมเรียน 2. ชนเผ่าเซไมท์ 3. อารยธรรมอินโด-ยุโรป
1. สุเมเรียน เป็นชนชาติแรกที่ยึดครองบริเวณนี้ ประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่ม เทวสถานที่ชื่อ “ซิกกูแรต” และระบบชลประทาน
2.ชนเผ่าเซไมท์ มีหลายกลุ่มที่ผลิตกันยึดครองเมโสโปเตเมีย
- อัคคาเดียน ผู้นำคือกษัตริย์ซากอน
- อามอไรท์ ผู้นำคือพระเจ้าฮัมมูราบี เกิดกฎหมายลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟันที่เรียกว่ากฎหมาย ฮัมมูราบี
- อัสสิเรีย เป็นกลุ่มชนแรกที่ปกครองแบบจักรวรรดิ สร้างพระราชวังใหญ่โต มีการแกะสลักเป็นภาพเกี่ยวกับสงคราม การต่อสู้ ล่าสัตว์
- แคลเดีย ผู้นำที่มีชื่อเสียงคือกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงคือสวนลอยแห่งบาบิโลน เชี่ยวชาญในเรื่องโหราศาสตร์และ ดาราศาสตร์
- ฟินิเซีย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเดินเรือทะเล ทำการค้าทางทะเล
- ฮิบรูว์ ผู้มีอิทธผลต่อชาวคริสต์ สร้างความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก น้ำจะท่วมโลก เกิด”พระคัมภีร์เก่า”
3. อารยธรรมอินโด-ยูโรป มี 3 พวกคือ มีดส์ ลเดียน และเปอร์เซีย พวกเปอร์เซียมีบทบาทสำคัญ มีศาสนาคือโซโรแอสเตอร์ มีจักรพรรดิ “ดาริอุส” ที่มีชื่อเสียงจนมีฉายาว่า “กษัตริย์ของกษัตริย์” (King of Kings)


Thu.jpg
ภาพวาดแสดงโครงสร้างของ Ziggurat

Thumb.jpg Thumbnail.jpg
เนินดินที่กลบฝัง Ziggurat แห่ง หลังการขุด
Tchoga Zanbil (ก่อนการขุด)

Leonard Wooley แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania ในสหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลที่ชาว Sumerian สร้าง Ziggurat ว่า เมื่อชนเผ่านี้อพยพมาจากดินแดนที่มีภูเขาสูง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม Mesopotamiaซึ่งไม่มีภูเขา จึงไม่มีสถานที่สูงๆ จะใช้ในการบูชาเทพเจ้า ดังนั้น จึงต้องสร้างอาคารสูงขึ้นมา เพื่อจะได้เดินทางขึ้นไปสักการะบูชาเทพเจ้าได้อย่างใกล้ชิด และนอกจากจะใช้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชาว Sumerian ยังใช้ Ziggurat เป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติล้ำค่า และประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาด้วย ดังนั้นในภาพรวม Ziggurat คือสะพานที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อกับสวรรค์และนรก และอาคารสถานส่วนบนสุดนั้น ก็เพื่อให้พระผู้เป็นเจ้าเสด็จประทับก่อนที่จะปรากฏพระองค์ให้คนธรรมดาเห็น
ณ วันนี้ ประเทศอิรักมี Ziggurat อยู่ 20 แห่ง และก็มีแห่งหนึ่งอยู่ที่เมือง Ur ซึ่งเป็นเมืองโบราณอายุ 4,000 ปี และอยู่ใกล้เมือง Nasiriyah ที่อยู่ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 375 กิโลเมตร Ziggurat ที่ว่านี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด และได้ถูกขุดพบโดย Sir L. Wooley นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เมื่อ 83 ปีมาแล้ว ว่าถูกสร้างขึ้นก่อนคริสต์ศักราช 2,100 ปี และสูง 26 เมตร แต่ปัจจุบันส่วนสูงได้ลดลงเหลือ 17 เมตรเท่านั้น เพราะ Ur เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร Sumerian และในยุคที่อารยธรรม Sumerian รุ่งเรือง ประชากรของเมืองมีมากถึง 5,000,000 คน แต่อีก 1,600 ปีต่อมา เมื่อแม่น้ำ Euphrates เปลี่ยนเส้นทางไหล ผู้คนจึงพากันทิ้งเมือง Ur ไปอย่างถาวร


T.jpg

อักษรลิ่มหรืออักษรคูนิฟอร์ม(cuneiform)

ห้าสหัสวรรษของการประดิษฐ์อักษร
ในอดีตที่ผ่านมา ตำนานประวัติศาสตร์มักกล่าวว่า เมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว ได้มีนักบวชชาว Sumerian คนหนึ่งในเมือง Uruk แห่งอาณาจักร ได้รู้จักวิธีสื่อความหมายโดยการแกะสลักเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ลงบนแผ่นดินเหนียว เมื่อนักโบราณคดีชาวเยอรมันได้ขุดพบแผ่นดินเหนียวที่แข็งตัวแล้ว ซึ่งมีรอยแกะสลักเป็นตัวอักษรรูปร่างแปลกๆ (cuneiform) ในวิหารที่อยู่ห่างจากเมือง Uruk คนทั้งโลกจึงคิดว่า ตำนานที่เล่าขานกันมาคือเรื่องจริง
แต่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ความเชื่อนี้ก็ได้รับการโต้แย้ง เมื่อนักโบราณคดีได้พบโบราณวัตถุในอียิปต์และปากีสถานที่แสดงให้เห็นว่า การรู้จักสร้างภาษาเขียนเป็นผลงานที่เกิดจากวิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น
การขุดพบลูกกลมที่ทำด้วยดินเหนียว ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 4,000-9,000 ปี ในประเทศซีเรีย อิรัก และอิหร่าน และมีลวดลายเรขาคณิต รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผิว เช่น รูปกรวย ซึ่งแสดงถึงปริมาณเมล็ดข้าวที่เจ้าของมีไว้ครอบครอง และรูปทรงกระบอกซึ่งแสดงสัตว์ที่เลี้ยงหนึ่งตัว ได้ทำให้ D.S. Schmaidt-Bressert เชื่อว่า สัญลักษณ์เหล่านี้คือ ภาษาเขียนที่ชาว Mesopotamia ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป Schmaidt-Bressert ก็คิดว่าชาว Sumerian ได้เปลี่ยนการเขียนอักษร มาเขียนลงบนแผ่นดินเหนียวแทน และก็เป็นไปได้ว่า มีนักบวชคนหนึ่งแห่งเมือง Uruk ผู้ได้ตัดต้นอ้อแบบทะแยง ทำให้ปลายต้นอ้อมีลักษณะแหลมเหมือนลิ่ม แกะจารึกสัญลักษณ์และตัวอักษรลงบนดินเหนียวที่เป็นแผ่นๆ ในขณะที่ยังอ่อนตัวอยู่ แล้วนำไปเผาไหม้เพื่อทำให้แผ่นดินเหนียวแข็ง อักษรลิ่ม (cuneiform) นี่คือภาษาเขียนที่ชาว Mesopotamia ได้ใช้กันจนถึงปลายยุคของอาณาจักรโรมัน


babylon4_2.jpg
สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน

สถานที่ตั้ง กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบัน ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว

สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลนนี้ กินเนื้อที่ 4 เอเคอร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 63 โดยพระเจ้าเนบูชาดเนสซาร์ที่ 2 กษัตริย์แห่งเปอร์เซียหลังจากการพิชิตปราบปรามเมืองใกล้เคียงมาอยู่ในอำนาจ แล้วก็กวาดต้อนประชาชนพลเมือง มาใช้เป็นทาสให้สร้างสวนลอยนี้ขึ้นบนทะเลทราย มีกำแพงดินกั้นล้อมรอบและประกอบด้วยลานกว้างๆเป็นหลายๆส่วนบนพื้นที่โค้ง มีความสูงมากและปลูกต้นไม้ ดอกไม้สีสันสดใสสร้างสระน้ำสีต่างๆทำน้ำตก น้ำพุ โดยทำท่อเอาน้ำมาจากลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีส สวนลอยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประพาส หย่อนพระทัยของพระมเหสีเซมี


แหล่งอ้างอิง

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

1. สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
http://www.manager.co.th/around/AroundShowWord.asp?wordday_id=22&Alphabet=m
http://ebook.nfe.go.th/ebook/html/012/100.htm
http://www.human.lpru.ac.th/E_learnning/suparp/chapter2.1.pdf (หน้าที่ 12-13)
http://e-book.ram.edu/e-book/h/HI103/hi103-part1-2.pdf (หน้าที่ 2)
2. ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการการสร้างสรรค์อารยธรรม
http://home.kku.ac.th/myongy/text/f1.htm
http://www.human.lpru.ac.th/E_learnning/suparp/chapter2.1.pdf (หน้าที่ 9-12)
http://e-book.ram.edu/e-book/h/HI103/hi103-part1-2.pdf (หน้าที่ 2-8)
3. ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรม
http://kanzuksa.com/ShortNote.asp?T=1&data=158&data1=22
http://www2.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000154043
http://www.ipst.ac.th/thaiversion/publications/in_sci/alphbet_hiergly.html
http://www.wonder7th.com/1babylon.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-6/no38/babilone.html
4.การแบ่งชนชั้นในสังคม และระบบการปกครอง
http://www.dranas.net/index.php?option=com_content&task=blogsection&id=0&Itemid=9
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anuchart&month=07-2006&date=08&group=4&gblog=3
5.เหตุที่ทำให้อาณาจักรล่มสลาย
http://articles.gourt.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2